post

เทคนิคการใช้สีน้ำสร้างงานศิลปะ

แม้แต่สีน้ำก็ยังอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน แม้แต่คนที่มีประสบการณ์ยังพบว่ามันท้าทายเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณรู้หลักการในการลงสีก็ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มด้วยฝึกอุ่นเครื่องง่ายๆที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าสีน้ำใช้งานได้จริงได้อย่างไร ให้ความรู้สึกสบายกับการลงสีของคุณหวังว่าจะได้ไอเดียสำหรับการสร้างสรรค์ใหม่ๆในครั้งนี้

การลงสีน้ำบนพื้นเปียก

มีสองวิธีพื้นฐานในการวาดด้วยสีน้ำ โดยทั่วไปแล้ววิธีการแบบเปียกจะเปียกใช้สำหรับการวาดภาพทิวทัศน์, ท้องฟ้าง่ายๆ เพราะจะส่งผลลัพธ์ทำให้ภาพเรามีลักษณะที่ดูลื่นไหลซึ่งสามารถนำไปใช้ได้หลายวิธี โดยพื้นฐานแล้วเราจะใช้สีเปียกบนพื้นผิวที่เปียก นี่คือหลักการฝึกง่ายๆที่สามารถช่วยให้คุณคุ้นเคยกับเทคนิคนี้ดีขึ้น

  1. เริ่มจากการทำให้แปรงเปียกด้วยน้ำเปล่า และระบายสีสี่เหลี่ยมสองรูป

2.รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะมองเห็นได้ยากเพราะไม่มีเม็ดสี แต่ถ้าคุณเอียงศีรษะเล็กน้อยคุณจะสามารถรู้ตำแหน่งที่คุณจะใช้สีน้ำระบายลงไปได้

3.เลือกสีที่เปียกสีที่คุณจะใช้ด้วยการจุ่มสี และปัดเล็กน้อย จากนั่นจึงนำไประบายที่สีเหลี่ยมของคุณ

4.ในสี่เหลี่ยมที่สอง เราจะเปลี่ยนวิธีระบายด้วยการแต้มสี เทคนิคดีมากสำหรับการเริ่มต้นหัดวาดสีน้ำเพื่อวัดปริมาณน้ำ และทาสีที่คุณต้องการใช้

5.เมื่อรอซักพักสีของคุณเริ่มแห้ง แล้วเราลองมาดูกันว่ามันมีลักษณะที่แตกต่างอย่างไรกันวิธีเดิมๆ เมื่อทาสีเปียกบนพื้นเปียกเราไม่จำเป็นต้องควบคุมสีมากนัก เป็นอีกวิธีช่วยให้เราวาดภาพได้สนุกยิ่งขึ้น

การฝึกไล่ระดับสี

กิจกรรมของเขาคล้ายกับการสร้างสี แต่แทนที่จะใช้งานสีเดียวกัน เรามาลองเล่นอะไรที่แปลกใหม่ด้วยการใช้ค่าที่แตกต่างกันภายในสีเดียวเรียกว่า “การไล่ระดับสี” เป็นการทำงานกับสองสี และเปลี่ยนจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งอย่างช้าๆ เป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยมสำหรับการวาดภาพท้องฟ้า และพระอาทิตย์ตก ในการเลือกสีให้มั่นใจว่าสีนั้นมีความใกล้เคียงกันมิฉะนั้นการไล่ระดับสีของคุณจะเละแน่นอน เริ่มด้วยการใช้สีเขียวกับสีเหลือง, น้ำเงินกับม่วง, แดงกับส้ม และน้ำเงินกับเขียว ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี การฝึกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ทักษะในการควบคุมระดับสีเพิ่มขึ้นอย่างมาก คุณจะเห็นประโยชน์ชัดเจนเมื่อนำไปวาดภาพพื้นหลังอย่างท้องฟ้าที่ต้องใช้เทคนิคไล่ระดับสีเพื่อให้มีความสมจริงสวยสดงดงามนั่นเอง

post

ราตรีประดับดาวภาพเขียนสีน้ำที่อยู่ในความทรงจำ

Starry Night, the painting of the water color in memory

ภาพวาดราตรีประดับดาว (The Starry Night) เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบโดยจิตรกรชาวดัตช์ Vincent van Gogh ภาพนี้ถูกวาดในขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1889 ตัวภาพต้องการแสดงให้เห็นถุงมุมมองจากหน้าต่างด้านตะวันออกของห้องพักภายในโรงพยาบาลที่เขารักษาตัวอยู่ที่ Saint-Rémy-de-Provence เป็นช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น พร้อมหมู่บ้านในอุดมคติ ภาพวาดนี้ได้กลายเป็นคอลเล็กชั่นของทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ในนิวยอร์กซิตี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1941 เป็นต้นมา ถือเป็นหนึ่งในภาพเขียนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมตะวันตก

สถานบำบัดจิต

หลังจากที่แวนโก๊ะสติแตกในวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1888 เป็นผลให้เขาตัดหูซ้ายของตัวเองออก เขารู้ตัวดีกว่าสภาพจิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงได้ขอไปอยู่ที่สถานบำบัดจิต หรือโรงพยาบาลบ้า Saint-Paul-de-Mausole ในวั้นที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1889 Saint-Paul-de-Mausole ตั้งอยู่ในอดีตอารามเพื่อรองรับคนไข้ที่มีฐานะและในขณะที่แวนโก๊ะมาถึงที่นี่มีคนยังไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ ทำให้เขามีพื้นที่ใช้สอยมากมาย ถึงกับขนาดใช้ชั้นล่างเป็นสตูดิโอสำหรับวาดภาพของเขา

ในระหว่างปีแวนโก๊ะพักที่โรงพยาบาล เขาได้วาดภาพอีกครั้ง ในช่วงเวลานี้เขาได้สร้างผลงานที่กลายมาเป็นตำนาน โดยรู้จักกันดีใน โดยเฉพาะภาพวาด “ไอริส” ในปี ค.ศ.1889 ที่ตอนนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ J. Paul Getty และรูปวาดตัวเองสีน้ำเงิน ตั้งแต่เดือนกันยายนปี ค.ศ.1889 ใน Musée d’Orsay สำหรับภาพวาดราตรีประดับดาว  ถูกวาดขึ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน หรือประมาณ 18 มิถุนายนวันที่เขาเขียนจดหมายถึงธีโอ พี่ชายของเขาเพื่อบอกว่าเขามีการศึกษาใหม่เกี่ยวกับท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว

ภาพวาดราตรีประดับดาว 73 x 92 เป็นภาพวาดที่ประเมินค่าจริงไม่ได้ แต่งานเขียนส่วนใหญ่ของแวนโก๊ะมักเคยถูกด้วยราคาตั้งแต่ 80 ล้านเหรียญ และคาดว่าราตรีประดับดาวภาพนี้จะมีราคาอยู่ที่ 100 – 200 ล้านเหรียญกันเลยทีเดียว แม้ว่า The Starry Night จะถูกวาดในระหว่างที่เขาอยู่ภายในชั้นล่างของโรงพยาบาล  แต่ก็ไม่ถูกต้องที่จะระบุว่าภาพนั้นถูกวาดความจำของเขาที่มีมุมมองหนึ่งจากหน้าต่างห้องขังของ แวนโก๊ะพยายามจะบรรยายภาพในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวันและภายใต้สภาพอากาศที่หลากหลาย ภาพวาดราตรีประดับดาวเป็นสภาพบรรยากาศแบบน็อกเทิร์นเพียงภาพเดียวของแวนโก๊ะ โดยได้เขียนจดหมายไปหาพี่ชายของเขา พร้อมด้วยข้อความเหล่านี้ว่า “เช้านี้ฉันเห็นชนบทจากหน้าต่างของ มันกินเวลานานก่อนพระอาทิตย์ขึ้นโดยไม่มีอะไรนอกจากดาวรุ่งซึ่งดูใหญ่มาก” ซึ่งภายหลังเราได้รู้ว่าเข้าพูดถึงอะไร นักวิจัยได้พิจารณาแล้วว่าดาวศุกร์นั้นสามารถมองเห็นได้ในยามรุ่งสางโดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1889 ที่แวนโก๊ะมองเห็นและได้วาดมันออกมานั่นเอง

post

ความหมายของคำว่าศิลปะที่ทุกคนควรรู้

The meaning of the word that everyone should know

สวัสดีครับวันนี้ทาง art-gallery4u จะมาเขียนบทความเกี่ยวกับความหมายของศิลปะที่ทุกคนควรรู้เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับคำว่า ศิลปะ ถือว่าเป็นคำจำเพาะเจะจงมีความหมายกว้างขวางสังเกตเห็นว่ารูปภาพแต่ละรูปนั้นจะแฝงไปด้วยทัศนะของนักปราชญ์แต่ละคนที่ตีความ หรือมีแนวคิดที่ไม่เหมืนกันจะแตกต่างกันออกไปตามสมัย หรือแบ่งออกตามยุคแต่มีประการหนึ่งที่มีหลักการเหมือนกัน  ก็คือ บ่งบอกถึงอารมณ์, ความคิด, ความรู้สึก, ประสบการณ์, เรื่องราว, สัญลักษณ์ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มนุษย์นั้นเป็นผู้สร้างภาพวาดเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์เกิดขึ้นทั้งสิ้นเป็นสิ่งที่แสดงออกมาจากภายในปัญญาของตัวบุคคลทั้งนั้นแต่ที่กล่าวมาทั้งหมดมีส่วนประกอบที่ 3 เหมือนกันในทุกภาพวาดอย่างแรกเลย ก็คือ ศิลปะทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นภาพวาด, การเกะสลัก, การออกแบบ, การปั้นดินเผา และอื่นๆ อีกหลายอย่างมีส่วนประกอบอย่างแรกอยู่เลย คือ ความสวยงาม อย่างที่หลายคนเห็นกันอยู่ทุกวันนะครับว่าศิลปะมีแต่สิ่งสวยงามที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น ส่วนประการที่ 2 การมีความคิดสร้างสรรค์ข้อนี้เป็นปัจจัยสำคัญหลักของศิลปะเลยก็ว่าได้ ส่วนประการที่ 3 มีจุดหมายที่จะสื่อไปถึงผู้คนว่ามีความหมายยังไงสำหรับศิลปะจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท เหตุนี้จึงทำให้งานศิลปะทั้งภาพวาด, รูปปั้น และอื่นๆ จึงมีรูปลักษณ์ และความงามที่แตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกันมีแรงบัลดาลใจที่ไม่เหมือนกันดังนั้นหากศิลปะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมนุษย์เป็นผู้สร้างจะถือว่าเป็นศิลปะ แต่หากเป็นสิ่งสวยงามที่มนุษย์ไม่ได้เป็นคนสร้างจะถือว่าไม่ใช่ศิลปะ อีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนควรรู้คือ ศิลปะนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ นั่นก็คือ วิจิตรศิลป์ ( fine art ) และประยุกต์ศิลป์ ( applied art  ) สำหรับความแต่งต่างของ 2 ประเภทนีทาง art-gallery4u จะมาพูดเกี่ยวกับความ, ข้อแต่งกันในบทความหน้านะครับสามารถรับชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง