post

ความแปลกใหม่ของศิลปะภาพวาดอันงดงาม

ศิลปะ คือการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่ต้องการจะสื่อของผู้วาด ถ่ายทอดลงบนกระดาษ ซึ่งศิลปะก็ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคโบราณสมัยมนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ เช่นการวาดลงบนพนังถ้ำ , การตกแต่งข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นลวดลายแบบง่ายๆ เป็นต้น อย่างการวาดภาพในสมัยก่อนก็ย่อมมีการแตกต่างจากสมัยนี้ ด้วยเรื่องของ อุปกรณ์ เทคนิค ซึ่งแน่นอนว่าจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ศิลปะก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เช่น จากที่เคยวาดลงบนกระดาษ ก็เปลี่ยนมาเป็น วาดลงบนผืนทราย บนเรือนร่างของมนุษย์ ตามตึกรามบ้านช่องต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมันก่อให้เกิดการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา

ศิลปะสมัยใหม่

ใช้คำนี้เรียกมาตั้งแต่ช่วงปลาย ค.ศ. ที่ 19 จนถึงประมาณ ค.ศ. 1970 โดยจะเป็นชิ้นงานอันมีลักษณะแบบสากล และมีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลมากกว่าที่จะเป็นแบบศิลปะประจำท้องถิ่น มีการใช้วัสดุรวมทั้งเทคนิคใหม่ๆอยู่เสมอ  ศิลปะสมัยใหม่ จัดเป็นรูปแบบเอกลักษณ์ของผู้สร้างสรรค์แต่ละคนดึงตัวตนอันแท้จริงออกมา มีกรอบความคิด เทคนิค รวมทั้งวิธีการแตกต่างกันออกไป ศิลปินบางคนก็สร้างผลงานสะท้อนสภาพสังคม บางคนก็แสดงมุมมองของบางอย่างซึ่งมีความแตกต่างออกไปจากเดิม บางคนก็แสดงสภาพทางจิตกลุ่มชนบางกลุ่ม บางคนก็ แสดงความประทับใจในเรื่องของความงามอันเป็นธรรมชาติรวมทั้งสิ่งแวดล้อมอันแสนสวยงาม บริสุทธิ์ ซึ่งแน่นอนว่าได้มีการนำวัสดุอุปกรณ์ใหม่ ๆ รวมถึงเครื่องบางชนิด เข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น

ในยุคปัจจุบัน การบริโภคหรือการสนับสนุนงานศิลปะ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชนชั้นสูง ไฮโซ เซเลป หรือคนมีเงินร่ำรวยเหมือนสมัยก่อนเท่านั้น แต่มันยังตอบสนองต่อความต้องการประชาชนทั่วไปที่ต้องการพัฒนาทั้งจิตใจและร่างกายไปพร้อมกันอีกด้วย แต่ถึงจะมีศิลปะสมัยใหม่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ศิลปะสมัยเก่าก็ยังได้รับการสืบทอดมาตราบจนถึงปัจจุบัน

ความแปลกใหม่ของศิลปะในปัจจุบัน

มีเหล่าศิลปินผู้มากความสามารถหลายคน สร้างผลงานซึ่งเป็นของตัวเองขึ้นมา เช่น การสักลายบนร่างกายที่ในปัจจุบันมีความก้าวกระโดดอย่างมาก สามารถสักภาพเหมือนของมนุษย์ , ภาพเหมือนของสัตว์ หรือสักภาพอันก้าวล้ำเกินจะจินตนาการหลายอย่างจนออกมาดูสวยงาม คมชัด หรืออย่างเช่นมีศิลปินต่างประเทศท่านหนึ่ง ใช้สีเรืองแสงวาดภาพบนร่างกายของมนุษย์เป็นรูปวิว รูปสัตว์ต่างๆเช่น วิวของยอดปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาสูง , วิวของทางช้างเผือกที่มีดาวระยิบระยับเต็มไปหมด และถ่ายรูปด้วยไฟ Black light ออกมาเป็นผลงานศิลปะอันน่าทึ่งซึ่งไม่ว่าใครๆเห็นแล้วก็ต้องตกตะลึง

 

post

วัดร่องขุ่น สถาปัตยกรรมไทยก้าวไกลสู่ระดับโลก

หากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยก็คงมีมากมายหลายหลากจนนับไม่ถ้วน แต่ถ้าหากเจาะจงลงไปให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของไทยอันงดงามนั่นก็คือ วัด เพราะไม่ว่าวัดเก่าวัดใหม่ที่ใดก็แล้วแต่นอกจากจะใช้เป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีทางศาสนาแล้วยังแฝงไปด้วยศิลปะอันงดงามไปด้วย
หนึ่งในวัดที่งดงามมีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ในประเทศไทยที่เมื่อเหล่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เข้ามาแล้วต้องไปเยี่ยมชมกันให้ได้ แม้แต่คนไทยอย่างเรา ๆ ก็ยังต้องทึ่งในสถาปัตยกรรมอันงดงามนั่นก็คือ วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ฝีมือการออกแบบและร่วมในการก่อสร้างโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้ที่เรารู้จักกันดีในนามนักศิลปะผู้มีชื่อเสียง และศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) แล้วอย่างนี้จะธรรมดาได้อย่างไรกัน
วัดร่องขุ่น ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอาจารย์เฉลิมชัยเอง เดิมทีวัดแห่งนี้มีความเก่าแก่และชำรุดทรุดโทรม อาจารย์ท่านจึงอยากจะบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่เกิดแรงบันดาลใจมากกว่านั้นคืออยากสร้างศิลปะอันเป็นตัวแทนแห่งศาสนาพุทธหรือที่เรียกว่า พุทธศิลป์ ขึ้นเพื่อประกาศความงดงามพร้อมความยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธให้เลื่องลือเป็นที่ประจักษ์ไปทั่ว และเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วย จึงได้ริเริ่มบูรณะก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2540 จนกระทั่งปัจจุบันนี้วัดร่องขุ่นได้กลายเป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่งดงามราวกับท่องอยู่บนสวรรค์ ด้วยการก่อสร้างที่เน้นสีขาวไปทั้งหมดซึ่งแสดงถึงความบริสุทธิ์ของจิตใจ ทำให้ชาวต่างชาติเรียกวัดร่องขุ่นอีกชื่อหนึ่งว่า White Temple โดยเริ่มตั้งแต่พระอุโบสถที่มีการปั้น แกะสลัก สลับด้วยกระจกขาว สื่อถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องแห่งพระพุทธศาสนา


สถาปัตยกรรมการก่อสร้างทุกจุดในวัดร่องขุ่นนอกจากจะงดงามแล้วยังแฝงไปด้วยนัยยะแห่งพระพุทธศาสนาในทุกที่ เช่น สะพานที่ใช้เดินข้ามไปที่พระอุโบสถนั้น บริเวณสันของสะพานจะมีรูปของอสูรอยู่ตลอด จะชี้ให้เห็นว่าอสูรนั้นแทนเหล่ากิเลสทั้งหลาย บริเวณกลางสะพานเป็นเขาพระสุเมรุซึ่งถือว่าเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพเทวา มนุษย์หากเดินข้ามสะพานนี้มาก็เปรียบได้ดังการก้าวข้ามเอาชนะกิเลสตนจึงจะมีความสุขซึ่งเปรียบได้ดังเหล่าเทพเทวานั่นเอง เมื่อข้ามสะพานมาแล้วก็จะพบดอกบัวใหญ่สี่ดอกบริเวณทางขึ้นพระอุโบสถ นัยยะแห่งดอกบัวนี้จะแทนพระอริยสงฆ์ทั้งสี่ อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ นั่นก็จะสื่อว่าหากเรารู้จักละทิ้งซึ่งกิเลสก็จะเปรียบได้ว่าเป็นพระอริยสงฆ์ เมื่อเดินเข้าสู่ด้านในพระอุโบสถก็จะพบจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนด้วยสีทองที่แสดงภาพการหลุดพ้นจากมารและกิเลสเพื่อมุ่งเข้าสู่โลกุตรธรรมในที่สุด
ความงดงามภายในวัดร่องขุ่นนั้นมีอีกมายมายรอให้ท่านไปเยี่ยมชม นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินเจริญตาจากความสวยความงามภายนอก ท่านก็จะได้เจริญใจไปกับพระธรรมคำสอนที่อาจารย์เฉลิมชัยตั้งใจสอดแทรกไว้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามระดับโลกที่แฝงไปด้วยนัยยะทางพระพุทธศาสนาได้อย่างลึกซึ้งและงดงามเป็นอย่างยิ่ง

post

กระซิบรักบันลือโลก ศิลปะมรดกไทยตราตรึงใจตลอดกาล

“กระซิบรักบันลือโลก” หรืออีกชื่อหนึ่งที่คนไทยรู้จักดีในชื่อ “ปู่ม่านย่าม่าน” เป็นภาพวาดจิตรกรรมฝาหนังของวัดภูมินทร์หรือชื่อเดิมคือวัดพรหมมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ที่วาดขึ้นโดยศิลปินที่ชื่อว่า หนานบัวผัน ผู้เป็นศิลปินชาวไทลื้อซึ่งเคยวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ที่วัดหนองบัว อำเภอวังท่าผา จังหวัดน่าน ทั้งฉาก ลายเส้น สี ถูกสร้างสรรค์ขั้นราวปี พ.ศ.2410 ถึง พ.ศ.2417 สมัยเจ้าอนันตฤทธิวรเดช ผู้เป็นเจ้าครองเมืองน่านในสมัยนั้น จิตรกรรมบนฝาผนังนั้นจะแสดงถึงเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนเมืองน่านและนิทานชาดก


ส่วนภาพวาด “ปู่ม่านย่าม่าน” อันมีชื่อเสียง แสดงถึงชายหญิงคู่หนึ่งนั่งคู่กัน โดยที่ชายผู้นั้นใช้มือข้างหนึ่งจับไหล่หญิงนั้นไว้ ส่วนมืออีกข้างคล้ายว่าทำท่าป้องปากกระซิบอะไรบางอย่างกับหญิงผู้ โดยมีแววตาหวานแสดงถึงความรักไคร่อย่างชัดเจน ฝ่ายหญิง นั่งอมยิ้มอยู่ข้างกันแล้วสบตากับฝ่ายชายด้วยความรักใคร่ ฝ่ายชายมีการเกล้าผมไว้กลางศีรษะแล้วใช้ผ้าพันไว้ ท่อนบนเปลือยเปล่าอวดให้เห็นรอยสักทั่วร่างกาย ท่อนล่างนุ่งผ้าลุนตะยาแบบพม่า ฝ่ายหญิงเกล้าผมไว้ แต่งกายแบบไทลื้อ มีผู้สันนิษฐานว่าชายในภาพ คือตัวหนานบัวผันเอง แต่ต่อมาก็มีผู้ออกมาแสดงความขัดแย้งเพราะหนานบัวผันเป็นชาวไทลื้อ หาใช่ชาวพม่าเช่นในภาพไม่
ส่วนคำว่าปู่ม่านย่าม่าน มาจากภาษาพม่า ปู่ หมายถึงผู้ชายที่พ้นวัยเด็กที่เข้าสู่วัยหนุ่ม ส่วนย่า แท้จริงออกเสียงว่า ง่า หมายถึง ผู้หญิงที่พ้นวัยเด็กที่เข้าสู่วัยสาว ตามประเพณีแล้วหากผู้ที่ยังไม่ได้ตกแต่งกันตามประเพณีจะถูกเนื้อต้องตัวกันเช่นนี้ไม่ได้ นั่นหมายความว่าภาพนี้มาจากคู่หนุ่มสาวที่แต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว


ลายเส้นอันงดงาม การลงสีที่ลงตัว ที่หนานบัวผันได้ถ่ายทอดภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” ออกมาให้ผู้ที่ได้ชมต่างประทับใจคล้อยตามไปกับภาพแห่งความรักอันดื่มด่ำภาพนี้ ทำให้มีการตั้งชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “กระซิบรักบันลือโลก” จนทำให้ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองน่านไปแล้ว จึงได้ปรากฏอยู่บนของที่ระลึกต่าง ๆ จากเมืองน่าน เช่น เสื้อยืด ภาพโปสการ์ด เป็นต้น ผู้ใดที่มีโอกาสได้มาเยือนเมืองน่านก็จะต้องมาชมภาพ “กระซิบรักบันลือโลก” นี้ให้ได้เพราะไม่อย่างนั้นถือว่ามาไม่ถึงเมืองน่าน เพื่อเก็บความประทับใจของเส้นสายลายวาดที่แสดงถึงความรักอันดื่มด่ำของหนุ่มสาวที่อยู่คู่เมืองน่านมาเนิ่นนานนั่นเอง